#23\2การเมืองในรามายณะ/รามายณะใน documenta fifteen : ถอดนัยอำนาจชนชั้นปกครองไทย ตอนที่ 2/2

เรียบเรียงโดย ผิว มีมาลัย

การแฝงฝัง “ความเป็นไทย” ในจิตไร้สำนึกทางสังคมของ ”คนดี” ผ่านตัวบทรามเกียรติ์

นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวว่า “ชาติ” ไทย เป็นจินตนากรรมของชนชั้นนำทางการเมืองที่ยัดเยียดลงไปให้คนอื่น ตลอดเวลาที่ผ่านมาชนชั้นนำใช้ “ชาติ” และ “ความเป็นไทย” เป็นเครื่องมือในการรักษาโครงสร้างอภิสิทธิ์ในทุกทางไว้ในมือของตนเอง (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2542: 9-10) ด้วยอิทธิพลทางความคิดจากรามเกียรติ์ และระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ยังคงตกค้าง ได้สร้างความปรารถนาแบบหนึ่งให้กับคนในสังคมไทย ให้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม ที่ทำให้การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคมเศรษฐกิจ และการเมือง ไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน (ธนศักดิ์ สายจำปา. 2557: 525) 

ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีความมั่นคงได้ โดยการรักษาโครงสร้างทางสังคมที่แบ่งคนออกตามระเบียบจักรวาลว่าด้วยเรื่องลำดับชั้น และสิ่งที่มีบทบาทอย่างหนึ่งในการสร้างนิยามความหมายของชาติไทยและความเป็นไทยได้แก่ วรรณกรรม ที่ประพันธ์โดยพระมหากษัตริย์และชนชั้นปกครอง การนำมุมมองของชีลส์ เดอเลิซ กับเฟลิกส์ กัตตารี (Gilles Deleuze & Félix Guattari) มาเป็นกรอบในการอธิบายถึงการผลิตความปรารถนา (desiring-production) เพื่อไม่ให้มีความปรารถนาที่ผิดแผกแตกต่างจากความปรารถนาที่สังคมไทยกำหนด หรือเป็นการเมืองของความปรารถนาแบบเก่า ที่ชนชั้นปกครองไทยใช้เป็นกลไกในการเก็บกดปิดกั้นความปรารถนา ด้วยการนำ “ความเป็นไทย” (Thainess) มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนดังกล่าว

รามเกียรติ์แม้จะเป็นวรรณกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย แต่เมื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมในการปกครองแบบเทวราชแบบไทย ได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในที่สุด แม้ว่าการสร้างความเป็นไทยจะเป็นประดิษฐ์กรรมทางสังคมที่รัฐไทยสมัยใหม่สร้างขึ้น แต่กระนั้นก็ต้องตระหนักว่ารัฐไทยสมัยใหม่กำเนิดขึ้นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเป็นผู้วางรากฐานโครงสร้างสังคมและการเมืองตั้งแต่ระยะแรกเริ่มครั้งสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้นเมื่อรัฐไทยสมัยใหม่ต้องการสร้างความเป็นไทย จึงยังคงดำเนินไปภายใต้อิทธิพลทางความคิดตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Streckfuss. 2011: 58)

แม้ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 อิทธิพลทางความคิดเรื่องลำดับชั้นทางสังคมยังคงถูกนำมาเป็นฐานในการสร้างความเป็นไทยอย่างต่อเนื่อง ความปรารถนาของคนในสังคมไทยได้ถูกใช้เป็นกลไกหลักในการควบคุมคนในสังคม ให้มีความปรารถนาไปในทิศทางที่ชนชั้นนำและรัฐไทยกำหนด เพื่อประโยชน์ต่อการปกครองในแต่ละช่วงเวลา ความน่าสนใจในประเด็นนี้อยู่ที่ว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้วก็ตาม แต่ความปรารถนาของคนในสังคมไทยกลับไม่เปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ (ธนศักดิ์ สายจำปา. 2557: 525)

การผลิตซ้ำและตอกย้ำให้ความปรารถนาที่ถูกแฝงฝังเข้าสู่จิตไร้สำนึกทางสังคม ของคนในสังคมไทยอย่างแนบเนียนมาเป็นเวลาช้านานนั่นก็คือ “ความเป็นไทย” จนกระทั่งคนในสังคมไทยตระหนักว่าความปรารถนาในลักษณะดังกล่าวเป็นความปรารถนาของตนเอง มิได้ถูกผลิตสร้างโดยชนชั้นปกครองหรือรัฐไทยแต่อย่างใด อีกทั้งยังมิได้ตระหนักรู้ว่าการมีความปรารถนาในลักษณะดังกล่าวมีลักษณะคับแคบตายตัว (ธงชัย วินิจจะกูล, 2556, น. 206) 

“ความเป็นไทย” ได้ก่อให้เกิด “แบบ” (form) อย่างที่ดีงามของสังคมไทย ซึ่งกำหนดให้คนในสังคมไทยทุกคนต้อง “จงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” “ประพฤติปฏิบัติตนตามจารีตประเพณีและวัฒนธรรมไทย” และ “ธำรงไว้ซึ่งเอกราชและอธิปไตยของชาติไทย” ดังนั้นหากใครสามารถดำรงตนตามแบบอย่างที่ดีงามของสังคมไทยได้ ก็จะได้รับการยกย่องสรรเสริญว่าเป็น “คนดี” ของสังคม และหากใครไม่สามารถประพฤติปฏิบัติตามแบบอย่างที่ดีงามได้ก็จะกลายเป็น “คนไม่ดี” หรือ “ไม่ใช่คนไทย”

อีกทั้งการนำแนวคิดธรรมราชาตามคติพุทธและเทวราชาตามคติพรามณ์ ที่เน้นพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรมและปฏิบัติธรรมขั้นสูง (ธงชัย วินิจจะกูล. 2556: 13) มาเป็นฐานในการสร้างภาพลักษณ์ของกษัตริย์ผู้ธำรงไว้ซึ่งความเป็นนารายณ์อวตาร ที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกร หรือเป็นคนกลางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง (Connors. 2003: 131) ได้สร้างความชอบธรรมต่อกษัตริย์ในฐานะผู้นำทางโลกและผู้นำทางธรรมในเวลาเดียวกัน

ชาติ ศาสน์ กษัตริย์: ศูนย์กลางจักรวาลทางสังคมของไทย

หากกล่าวในทรรศนะของเดอเลิซกับกัตตารีแล้ว กระบวนการสร้างความเป็นไทยก็คือกลไกการทำงานหลักของจักรกลทางสังคมที่พยายามสร้างการเชื่อมต่อระหว่างชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่ก่อให้เกิดการไหลเวียนของความปรารถนาในแบบที่รัฐไทยปรารถนา หาได้เป็นความปรารถนาของคนในสังคมไทยแต่อย่างใด หากแต่รัฐไทยสามารถทำให้คนในสังคมรู้สึกว่าความปรารถนาดังกล่าว เกิดขึ้นจากจิตไร้สำนึกทางสังคมของตนเอง และเชื่อว่าตนเองมีความปรารถนาที่จะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ได้ด้วยตนเองหาได้เกิดจากการบังคับ และตระหนักว่าความจงรักภักดี และการประพฤติปฏิบัติตนตามหลักความเป็นไทยเป็นจารีตประเพณีที่ดีงาม และต้องสงวนรักษาให้คงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป (ธนศักดิ์ สายจำปา. 2557: 523)

การทำให้ชาติ ศาสน์ กษัตริย์กลายเป็นเสาหลักและเป็นที่เคารพเทิดทูนของคนในชาติเกิดขึ้นผ่านกระบวนการต่างๆ หลายรูปแบบ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดอย่างมากคือกระบวนการในการสร้าง “ความทรงจำร่วม (collective memory)” ที่ถูกผลิตซ้ำและตอกย้ำลงไปในจิตไร้สำนึกทางสังคมอย่างต่อเนื่องผ่านงาน ประวัติศาสตร์นิพนธ์ หรือวรรณกรรมนิพนธ์ ซึ่งก่อให้เกิด “ประวัติศาสตร์และวรรณกรรมแบบราชาชาตินิยม” โดยมองว่าราชาชาตินิยมเป็นโครงเรื่อง (plot) ทางประวัติศาสตร์และวรรณกรรมแบบหนึ่ง และโครงเรื่องเน้นเนื้อหาที่ว่าชาติไทยถูกคุกคามจากฝ่ายอธรรม แต่ทว่ามีกษัตริย์หรือนารายณ์อวาตารคอยปกป้อง ประวัติศาสตร์และวรรณกรรมแบบราชาชาตินิยมเช่นนี้ มีความสอดคล้องกับแนวคิดการเชิดชูพระราม ในฐานะผู้นำในการปราบมารหรือลงโทษ “คนไม่ดี” ด้วยมาตรการทางสังคมและกฎหมาย นาฏวิภา ชลิตานนท์ ระบุว่าโครงเรื่องเช่นนี้ไม่ต่างอะไรจากการเขียนประวัติศาสตร์ไทยในรูปพงศาวดาร โดยเฉพาะพงศาวดารอยุธยาที่มีการเรียบเรียงขึ้นในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (เสาวณิต จุลวงค์. 2001: 73)

ภายใต้กรอบแว่นแนวคิดจิตไร้สำนึกของเดอเลิซกับกัตตารี แสดงให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยปัญหาที่ทำให้สังคมและการเมืองไทยมิอาจนำพารัฐนาวาไปสู่เสรีประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์ สืบเนื่องจากคนในสังคมไทยยังมีความปรารถนาที่ต้องการเก็บกดปิดกั้นตัวเองภายใต้กรอบของความเป็นไทย โดยให้ความสำคัญกับความสูงต่ำหรือชนชั้นทางสังคม ทำให้คนในสังคมไทยส่วนมากเชื่อว่าชนชั้นนำไทย คนที่มีการศึกษา มียศฐาบรรดาศักดิ์ หรือคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า ควรมีสิทธิ์มีเสียงมากกว่าคนจน คนไร้การศึกษา ชาวนาชาวไร่ หรือผู้ใช้แรงงาน

ความเป็นไทยในจิตไร้สำนึกทางสังคมของ ”คนดี” จึงเป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นจากสัญญะต่างๆ ทางประวัติศาสตร์และวรรณกรรม เพื่อเป็นเครื่องมือในการใช้อำนาจทางสังคมของชนชั้นนำและชนชั้นปกครอง ด้วยเหตุดังกล่าววาทกรรมความเป็นไทยจึงมีศูนย์กลางอยู่ที่ความจงรักภัคดีต่อสถาบันกษัตริย์ เป็นอำนาจที่ก่อให้เกิดการควบคุม(procedures of mastery) ทางสังคม เป็นการใช้อำนาจในลักษณะที่เรียกว่า ชีวอำนาจ(biopower) ซึ่งมันได้สร้างเอกลักษณ์ให้แก่ร่างกายทางสังคม(social body) และการใช้อำนาจในแบบชีวการเมือง(biopolitics) ผ่านการสร้างความปกติ(normalization) ให้กลายเป็นรูปแบบการปกครองซึ่งใช้ชีวอำนาจควบคุมชีวิตของผู้อยู่ใต้การปกครอง (governmentality) (วรเทพ ว่องสรรพการ. 2561: 125)

การเมืองในรามเกียรติ์/รามเกียรติ์ใน documenta fifteen

Churning Milk: The ritual of things (2022) A collaborative and participatory art project ได้หยิบยกประเด็นทางการเมืองที่แฝงอยู่ในรามเกียรติ์ฉบับภาษาไทยที่แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ระบุว่านอกจากรัชกาลที่ 1 ได้ทรงพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์แล้วพระองค์ได้ทรงให้จารึกโคลงภาพรามเกียรติ์ ติดตั้งบนฝาพนังระเบียงคดวัดพระแก้ว หรือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง ซึ่งสร้างขึ้นพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ในปี พ.ศ. 2325 อีกด้วย

ภาพจิตรกรรมฝาพนังบนระเบียงคด
ที่มาภาพ: https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1862134
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง
ที่มาภาพ: https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1862134
 

การนำเสนอภาพแทนองค์อวตารของพระนารายณ์ โดยคำนึงถึงลักษณะเชิงอุดมคติและพิธีกรรม รวมไปถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเรื่องราวของรามเกียรติ์ในพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ 1 คือตัวบทที่สำคัญอันแสดงให้เห็นถึงแนวคิดเชิงสหบท (intertextuality) ที่ผสานเข้ากับตัวบทอื่นในลักษณะเป็นพหุสัญญะ (multi-semiotic) ในรูปของสื่อที่หลากหลาย (media) เช่น บทละคร วรรณกรรม นาฎกรรม จิตรกรรม และสถาปัตยกรรม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างจักรวาลวิทยาในอุดมคติแบบใหม่ขึ้น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง จึงเป็นเสมือนภาพจำลองจักรวาลจากปรัมปราคติแบบไตรภูมิ และจัดวางอยู่ในองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมต่างๆ (ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. 2563) เพื่อเผยแพร่อำนาจทางสังคมที่ถูกจัดเรียงเป็นระบบระเบียบ และเป็นลำดับชั้น

รามเกียรติ์ตอนกวนเกษียรสมุทร ที่กลุ่มศิลปิน Baan Noorg Collaborative Arts and Culture นำเสนอในนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ documenta fifteen ในปี ค.ศ. 2022 ณ ห้องจัดแสดงบริเวณโถงชั้นล่างอาคาร Documenta Halle เป็นการนำตัวบทรามเกียรติ์ที่มีอยู่ก่อนผสานกับตัวบทจากนิทานพื้นบ้านของพี่น้องตระกูลกริมม์ ในเทพนิยายเรื่อง “กระท่อมกลางป่า” (forest house) ตัวบททั้งสองได้ถูกตัดต่อดัดแปลงขึ้นใหม่ให้เชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน (heteroglossia) เพื่ออธิบายรูปสัญญะต่างๆ ที่สัมพันธ์กับสังคม ความคิดเชิงอำนาจ อุดมการณ์ และประเด็นเกี่ยวกับอัตลักษณ์ ด้วยการผลิตซ้ำและสร้างความกลายสู่ (becoming) ของตัวบทขึ้นในรูปแบบใหม่ไปพร้อมๆ กัน

กลุ่มศิลปิน Baan Noorg Collaborative Arts and Culture ได้ออกแบบพื้นที่จัดแสดงในรูปแบบ Multimedia installation เพื่อเป็นพื้นที่ทางศิลปะเชิงปฏิบัติการ(Activities base art) และอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้ชมเป็นตัวขับเคลื่อนให้องคาพยพหรือส่วนต่างๆ ของผลงานศิลปะได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นผลวัตตลอดระยะเวลาจัดแสดง 100 วัน และเพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกัน(Experience sharing) ระหว่างชิ้นผลงานศิลปะ กลุ่มศิลปินฯ และผู้ชม ฯลฯ

Churning Milk: The ritual of things: พื้นที่ทางศิลปะเชิงปฏิบัติการ(Activities base art)

ในทัศนะของ John Dewey (b. 1859 – 1952) การทำความเข้าใจถึงแก่นสาระและลักษณะพิเศษของกระบวนการที่ผลงานศิลปะได้สำแดงออก คือหลักการขั้นพื้นฐานที่พัฒนาไปสู่ประสบการณ์และการรับรู้ของมนุษย์ ผ่านการสำแดงออกของผลงานศิลปะ การผลักดันและแรงกระตุ้นจากศิลปินรวมถึงความตื่นตัวของผู้ชม ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงแบบด้นสดสนับสนุนกันไปมาระหว่าง material and mental environments, and their culture at large ในพื้นที่จัดแสดง เพื่อให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อตัวบทไปพร้อมๆ กัน โดยอาศัยประสบการณ์ร่วมเหล่านั้นปะติดปะต่อภาพ เพื่อการตีความหรือให้ความหมายใหม่ เป็นสิ่งที่เปิดกว้างสำหรับผู้ชมหรือผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยคำนึงถึงความเป็นจริงที่ว่าสหบท(intertextuality) คือตัวแปรสำคัญด้วยความคิดพื้นฐานที่ว่าการผลิตตัวบท (text) ในผลงานครั้งนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวโดยปราศจากตัวบทที่มีมาก่อนหน้า (pre-text)

Churning Milk: the Rituals of Things (2022) A collaborative and participatory art project

ด้วยเหตุนี้ผลงาน Churning Milk: The ritual of things ก็คือตัวบทที่ผลิตซ้ำจากตัวบทรามเกียรติ์ตอนกวนเกษียรสมุทรร่วมกับตัวบทอื่น ที่มีมาก่อนแล้วนำมาถ่ายถอดในรูปแบบของตัวบทใหม่ที่มีลักษณะเป็นพหุสัญญะ (multi-semiotic)โดยใช้สื่อที่หลากหลาย (multimedia) เพื่อเน้นย้ำถึงบริบทใหม่ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขทางสังคมการเมืองไทย ณ ปัจจุบันที่ตัวบทนี้ถูกผลิตขึ้นนั้นเอง

#23การเมืองในรามายณะ/รามายณะใน documenta fifteen : ถอดนัยอำนาจชนชั้นปกครองไทย ตอนที่ 1/2

เรียบเรียงโดย ผิว มีมาลัย

บทความฉบับนี้มีจุดประสงค์ที่จะเสนอแนวคิดเชิงวิชาการ ซึ่งเผยความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์และวรรณกรรมที่ตีเกลียวประหนึ่งเชือกอันทรงอิทธิพล ที่ขึงตรึงฐานรากความคิดความเชื่อและความรู้สึกของความเป็นรัฐชาติที่สถาปนาขึ้น โดยกลุ่มชนชั้นปกครองครั้งต้นรัตนโกสินทร์ และดำรงสืบต่อมาจวบจนปัจจุบัน นั่นเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมรัฐชาติสมัยใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ จึงถูกเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน ดังนั้นหากเราต้องการถอดรหัสหรือนัยอำนาจชนชั้นปกครองไทย จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยแนวคิดวิธีวิทยาหลายแนวคิด อาทิ การวิเคราะห์เชิงอุปลักษณ์ (Metaphor Analysis) ตามแนวคิดของ Susan Koch and Stanley Deetz แนวคิดการตีความวรรณกรรมของ Lajos N. Egri แนวคิดจิตไร้สำนึกและการเมืองของความปรารถนา (a politics of desire) ของชีลส์ เดอเลิซ กับเฟลิกส์ กัตตารี (Gilles Deleuze & Félix Guattari) แนวคิควิเคราะห์บทบาทหน้าที่ของภาษาในเชิงวิพากษ์ของ Julia Kristeva หรือแม้แต่แนวคิดการใช้อำนาจผ่านภาษาของ Norman Fairclough ร่วมกันวิเคราะห์ค้นหา เพื่อทำความเข้าใจแรงผลักที่ก่อให้เกิดการผลิตซ้ำ(centripetalpressure) และการสร้างขึ้นใหม่เฉพาะกิจ(centrifugal pressure) (จันทิมา อังคพณิชกิจ, 2554: 4) ของตัวบทรามายณะหรือรามเกียรติ์ฉบับภาษาไทย

สืบเนื่องจากงานแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ documenta fifteen ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 Jun- 25 September 2022  เป็นนิทรรศการที่จัดขึ้นทุกๆ 5 ปี ณ เมือง Kassel ประเทศเยอรมนี กลุ่มศิลปิน Baan Noorg Collaborative arts and Culture จากราชบุรี ประเทศไทย ได้สร้างสรรค์ผลงานในชื่อโครงการ: Churning Milk: the Rituals of Things (2022) A collaborative and participatory art project โดยศึกษาทำความเข้าใจและตีความความสัมพันธ์การเชื่อมโยงของสื่อหลากหลายชนิด เช่น การนำวรรณกรรม เรื่องเล่า-นิทานพื้นบ้าน ไปสร้างเป็นผลงานศิลปะร่วมสมัย การแสดงสด ภาพยนตร์ ฯลฯ เพื่อวิเคราะห์เรื่องราวชนิดเดียวกันหรือต่างกันเมื่อถูกผลิตสร้างภายในรูปแบบของสื่อที่ต่างกัน จะส่งผลให้ความหมายของสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อตัวละครในรามเกียรติ์ถูกผสานเข้ากับตัวบทอื่นในฐานะเป็นผลงานศิลปะจัดวางประเภทสื่อผสม (Multimedia installation) ขนาดพื้นที่ 14.00 x 12.00 x 1.20 m. ประกอบด้วย (Include): 85″ LCD monitors, VDO 3 channel full HD B/W and color, 13 min, sound, speakers, mixer, fluorescent light tubes, balasts, color, prepared motor, steel, inflatable air-object, spray paint, skateboard mini ramp, Nang Yai*, live piece performances*, skateboard donation drive, series of workshops and events.

Churning Milk: the Rituals of Things,  Baan Noorg, , installation view, Documenta Halle, 2022.
Photo: Nicolas Wefers.

กวนเกษียรสมุทร (Churning the ocean of the Milk) คือตัวบทที่กลุ่มศิลปิน Baan Noorg Collaborative arts and Culture นำเสนอ มันคือตอนที่เทพและอสุรร่วมมือกันในการที่จะได้มาซึ่งน้ำอมฤตเพื่อความเป็นอมตะเมื่อได้ดื่มกิน และเป็นตอนที่เราพอจะมองเห็นความร่วมมือกันในแนวราบ มากกว่าการสู้รบโดยทั่วไปที่ตัวบทมักวางลำดับชั้นของเทพ และอสูรไว้ในแกนแนวดิ่งหรือลำดับชั้นของจักรวาลซึ่งเทพอยู่เบื้องบนส่วนอสูรนั้นอยู่เบื้องล่างในนรก แต่แล้วฝ่ายเทพซึ่งหมายถึงพระนารายณ์ ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมฉวยน้ำอมฤตไปเสียพ้นจากฝั่งอสูรซึ่งหมายถึงทศกัณฐ์ ความฉ้อฉลของฝ่ายเทพเป็นสิ่งที่ตัวบทมักพยายามสร้างให้เกิดความชอบธรรม และแสดงให้เห็นถึงอำนาจนำทั้งด้านการเมืองและการปกครอง

เมื่อเราวิเคราะห์หรือตีความต่อตัวบทรามายณะ หรือรามเกียรติ์ฉบับภาษาไทยในเชิงวิพากษ์ด้วยการถอดรหัส จะพบว่ากระบวนการผลิตซ้ำอำนาจเพื่อแสดงนัยสำคัญทางการเมืองการปกครองนั้น เป็นสิ่งที่รัฐชาติสมัยใหม่พยายามสร้างให้เกิดการผลิตความปรารถนาขึ้น (desiring-production) เพื่อเก็บกดปิดกั้นความปรารถนาของคนในสังคม ส่งผลให้ผู้มีความปรารถนาที่ผิดแผกแตกต่างจากความปรารถนาที่สังคมกำหนด กลายเป็นคนไม่ดีหรือเป็นผู้ชังชาติ การตั้งคำถามที่ว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงผลักดันและแรงจุงใจ ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมยังคงยอมรับความเก็บกดปิดกั้นความปรารถนา โดยเข้าใจว่าสิ่งนี้คือความปรารถนาร่วม หรือกระบวนการในการสร้าง “ความทรงจำร่วม” (collective memory) ของคนในชาติ เป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติหรือเกิดขึ้นเองภายใต้จิตไร้สำนึกของเรา คือประเด็นข้อถกเถียงที่ผู้เขียนพยายามค้นหาคำตอบ

คำสำคัญ: การเมือง, รามเกียรติ์, เทวราช, ความเป็นไทย

รามเกียรติ์: บทบาทที่หยิบยืมของชนชั้นนำไทย

เป็นที่ทราบกันดีว่ารามายณะ เป็นวรรณคดีประเภทมหากาพย์ของอินเดีย เชื่อกันว่าเป็นนิทานที่เล่าสืบต่อกันมายาวนานในหลากหลายพื้นที่ของชมพูทวีป ผู้รวบรวมแต่งให้เป็นระเบียบครั้งแรกคือฤๅษีวาลมีกิ เมื่อกว่า 2,400 ปีมาแล้ว โดยประพันธ์ไว้เป็นบทร้อยกรองประเภทฉันท์ภาษาสันสกฤตจำนวน 24,000 โศลก

 มหากาพย์รามายณะเป็นวรรณคดีที่มีการดัดแปลง เล่าใหม่ และแพร่หลายไปในหลายภูมิภาคของเอเชียและเป็นวัฒนธรรมร่วมของอุษาคเนย์ โดยมีเนื้อหาแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น โดยเนื้อเรื่องของแต่ละแห่งได้มีการเปลี่ยนแปรไปบ้างตามผู้ถ่ายทอด ทำให้แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ก็แตกต่างกันไปตามภูมิภาคและวัฒนธรรมดั้งเดิมของผู้ที่รับการถ่ายทอดวรรณคดีเรื่องนี้ไป

รามายณะ
ที่มาภาพ: https://no.wikipedia.org/wiki/Ramayana
 

ราวปี ค.ศ.1922 เปริยาร์ อีวี รามสวามี (Periyar E.V. Ramaswami) ชาวอินเดียใต้ ตีความรามยณะว่า พระรามคือชาวเหนือ วัฒนธรรมเหนือหรือวัฒนธรรมสันสกฤต ที่เข้ามารุกรานภาคใต้ของอินเดีย โดยเสริมว่ารามายณะน่าจะมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง และเป็นวรรณกรรมที่พยายามลดทอนคุณค่าชาวทมิฬและวัฒนธรรมทมิฬ ดังนั้นรามายณะก็คือภาพสะท้อนความขัดแย้งของคนสองเผ่าสองวัฒนธรรมแพร่กระจายไปทั่วอินเดีย และกลายเป็นที่มาของความคิดเรื่องปมขัดแย้งระหว่างอารยันและฑราวิทในที่สุด

ถึงอย่างไรก็ดีมีนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์แห่ง University of West Florida อย่าง Emeritus Professor Dr. Madan Lal Goel เสนอแนวคิดใหม่ว่า การรุกรานของอารยันไม่เคยเกิดขึ้น เขาระบุว่าชาวอารยันและชนพื้นเมืองอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยมีการผสานชาติพันธ์และวัฒนธรรมกันมาโดยตลอด จากการขุดพบทางโบราณคดีที่แหล่งอารยะธรรมโบราณ หารัปปา และ โมหันโชทะโร ไม่พบพยานหลักฐานใดๆ ที่บงชี้การเข้ารุกรานของอารยัน และมีนักวิชาการหลายท่านเสนอว่า อารยันไม่ใช่ชาติพันธ์แต่เป็นวัฒนธรรม 

รามเกียรติ์
ที่มาภาพ: https://www.thaiticketmajor.com/performance/khon-hanuman-kid-2020.html

สำหรับประเทศไทยนามมหากาพย์รามายณะว่า “รามเกียรติ์” ซึ่งเป็นตัวบทที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อระบบความคิดความเชื่อ ทั้งในด้านการเมืองการปกครอง ศิลปะ วัฒนธรรม และศาสนา แม้แต่พระนามของพระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ต้องมีคำว่า “ราม หรือ “รามาธิบดี” ปรากฏในพระนามของพระมหากษัตริย์ในยุคกรุงเทพฯ ซึ่งก็มาจากพระรามผู้เป็นองค์อวตารของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ เป็นเทพอวตารมาเพื่อปราบอสูร และช่วยเหลือมนุษย์ตามแนวคิดที่สืบทอดผ่านการนับถือศาสนาฮินดูลัทธิไวษณนิกาย

หากพิจารณารามเกียรติ์ในเชิงวรรณกรรม พบว่ารามเกียรติ์ที่มีสํานวนเนื้อหาครบถ้วนสมบูรณ์ตลอดตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ คือรามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) เสถียรโกเศศ ได้กล่าวว่าพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ฉบับดังกล่าวมีความไพเราะเป็นอย่างมาก จึงกลายเป็นวรรณคดีที่ยิ่งใหญ่ผูกผันกับวิถีชีวิตและความเป็นไทยมายาวนาน และรามเกียรติ์ยังใช้เพื่อการแสดงละครหลวง หนังใหญ่และโขน ภายในราชสำนัก ต่อมาได้มีการแต่งรามเกียรติ์ขึ้นอีกในสมัยรัชกาลที่ 2 แต่มุ่งใช้เพื่อเป็นบทแสดงละคร จึงเลือกเฉพาะตอนที่เหมาะสมสำหรับการแสดงเท่านั้น

รามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1, รามเกียรติ์ฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 4)  ทรงได้พระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ขึ้นอีก โดยเลือกเฉพาะตอนที่มีบริทบสอดคล้องกับพระราชประวัติของพระองค์เอง คือตอน “พระรามเดินดง” ศานติ ภักดีคำ ให้ข้อเสนอว่าเนื้อเรื่องขณะที่พระรามต้องเดินป่าอยู่เป็นเวลา 14 ปี จึงได้เสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา นั้นมีนัยสำคัญบางประการที่เชื่อมโยงกับพระราชประวัติ แม้บทละครรามเกียรติ์ฉบับนี้จะมีความยาวไม่มากนัก แต่ก็แฝงนัยและสัญลักษณ์ทางการเมืองไว้ (ศานติ ภักดีคำ. 2565) และในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงค้นคว้าเรื่องบ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์ ในฐานะ “สารทางการเมือง” ที่มีความสอดคล้องกับสภาพการเมืองการปกครองในช่วงเวลานั้น (อาทิตยา จารุจินดา, 2555: 151-152) ที่กำลังเผชิญกับภัยคุกคามต่อพระราชอำนาจแห่งสมบูรณาญาสิทธิ์ราช (ธิดา โมสิกรัตน์, 2550: 5-13) พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ตามต้นฉบับวาลมีกิ เพื่อปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมให้เกิดการเกื้อหนุนความศรัทราต่อสถาบันกษัตริย์อย่างสมมติเทพ และเป็นเครื่องมือหว่านล้อมชักจูงประชาชนในการสอนการเมือง (เสาวณิต จุลวงศ, 2546: 66)  

ในเวลาเดียวกัน  สุรพงษ์ โสธนะเสถียร เสนอแนวคิดการตีความและแปลความหมายรามเกียรติ์ในฐานะตัวบทที่สัมพันธ์กับสังคมการเมือง เขาระบุว่าการตีความอย่างกว้างมีขอบเขตจำกัดอยู่ภายในตัวบทที่หยุดนิ่ง ไม่สามารถพัฒนาไปสัมพันธ์กับศาสตร์ด้านอื่นๆ โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ คือสังคมและการเมือง (สุรพงษ์ โสธนะเสถียร. 2526: 16) การตีความของ สุรพงษ์ แสดงให้เห็นว่าการทำความเข้าใจรามเกียรติ์ ในเชิงสหบท(Intertextuality) หรือตัวบทที่สัมพันธ์กับตัวบทอื่นๆ ที่มีมาก่อนจำเป็นต้องทำความเข้าใจตัวบทแวดล้อมอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับตัวบทรามเกียรติ์ด้วย

เห็นได้ว่าการตั้งชื่อ “รามเกียรติ์” นั้นบ่งบอกชัดเจนว่าเพื่อเป็นเกียรติแก่ “ราม” คติความเชื่อในสุวรรณภูมิล้วนสืบทอดต่อกันมาว่า พระมหากษัตริย์เป็นอวตารของเทพ ซึ่งในโครงเรื่องของรามเกียรติ์ล้วนแสดงบุญบารมีของพระรามผู้เป็นนารายณ์อวตาร เนื้อเรื่องเหล่านี้จึงเหมาะสมอย่างยิ่งในการนํามาเชิดชูผู้เป็นกษัตริย์ และโดยเฉพาะในกรณีของการเมืองไทย รามเกียรติ์กลายเป็นนิทานที่สถาปนาศีลธรรมของรัฐ และเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมพระราชอำนาจในฐานะเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล

รามเกียรติ์จึงมีความเหมาะสมในฐานะวรรณคดี ที่จะทําให้ผู้อ่านเกิดมโนภาพในพระเกียรติและบารมี ของผู้เป็นกษัตริย์มากกว่าจะนํามาเชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริง โดยเฉพาะกรณีศึกษารามเกียรติ์ ของเจตนา นาควัชระ (เจตนา นาควัชระ. 2521: 55-56) บ่งชี้ให้เห็นถึงการใช้สัญลักษณ์ภาพแทนด้านคุณธรรม เพื่อสื่อถึงปรัชญาพุทธศาสนาด้านธรรมะ ซึ่งพระรามในบทประพันธ์ในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ก็คือภาพตัวแทนตนเองของผู้สถาปนาตนขึ้นเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

แท้จริงแล้วรามเกียรติ์มีจุดมุ่งหมายทางการเมือง และบรรลุเป้าหมายในการสร้างเสริมบารมีและความเชื่อต่อผู้เป็นกษัตริย์อย่างมาก และวัตถุประสงค์สําคัญที่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เลือกแต่งรามเกียรติ์ในช่วงเริ่มแผ่นดินใหม่ ซึ่งชนชั้นนําใหม่ขณะนั้นกําลังแสวงหาความชอบธรรมในการขึ้นครองราช และความชอบธรรมที่จะกำจัดฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะการประหารขุนนางเก่า (ศุภวิทย์ ถาวรบุตร. 2642) อีกด้วย

รามเกียรติ์ในพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ตั้งใจสร้างโลกทัศน์ที่อธิบายถึงระเบียบจักรวาลที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่งอย่างไม่มีข้อยกเว้น โลกทัศน์แบบไทยที่ว่าด้วยเรื่องลำดับชั้น เป็นระเบียบที่มองจักรวาลบนพื้นฐานความไม่เท่าเทียม และเชื่อว่าจักรวาลถูกแบ่งเป็นลำดับชั้นเช่นเดียวกันกับโลกมนุษย์ มนุษย์แบ่งเป็นลำดับชั้นจากชาติกำเนิด บรรดาศักดิ์ เป็นต้นทางความคิด และความเชื่อของไทยที่ว่ากษัตริย์มีชาติกำเนิดที่สูงส่งกว่าบุคคลทั่วไป (ชวัลนันท์ จันทร์ทรัพย์. 2563: 45)  

การสร้างระเบียบจักรวาลว่าด้วยเรื่องลำดับชั้น คือโลกทัศน์แบบไทยที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อแบบพุทธและฮินดู การสร้างระเบียบจักรวาลเรื่องลำดับชั้นนำมาซึ่งปัญหาโครงสร้างทางสังคมการเมืองแบบไทยๆ ซึ่งมีวิธีการจัดระเบียบจักรวาลบนพื้นฐานแห่งความไม่เสมอภาคและความไม่เท่าเทียมกัน โดยนำกฎเกณฑ์เรื่องบุญกรรมและลิขิตมาเป็นเครื่องมือในการอธิบาย 

จะเห็นได้ว่าพระรามในรามเกียรติ์ ฉบับพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ คือภาพแทนของชนชั้นผู้ปกครองที่มีอำนาจและเป็นบุคคลอุดมคติทางศีลธรรม ด้วยเจตจำนงของบทประพันธ์เรื่องรามเกียรติ์ฉบับนี้ได้พยายามวางรากฐาน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงภายในประเทศ สะท้อนภาพอัตบุคคลทางการเมือง การจัดระเบียบสังคม การแทรกพระราชคตินิยมบางประการเป็นกรอบให้ราษฎรยอมรับว่า พระองค์มีศักดิ์และสิทธ์สมบูรณ์ที่จะปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ 

ที่สำคัญรามเกียรติ์ฉบับดังกล่าวยังมีความแนบแน่นกับแนวคิดทางรัฐศาสตร์  3 ประการคือ เป็นทฤษฎีที่ใช้อธิบายสังคมและปรัชญาการเมือง เป็นการปฏิวัติกล่าวคือการชำระเรื่องรามเกียรติ์นั้น สร้างความชอบธรรมต่อการปกครองได้เช่นเดียวกับการชำระพงศาวดาร และเป็นสื่อหรือเครื่องมือทางการเมืองในการถ่ายทอดความคิดให้กับสังคมหรือเพื่อกล่อมเกลาสังคม  

ในประเทศอินเดียมักเอ่ยอ้างถึงพระรามอยู่บ่อยครั้ง ในกลุ่มนักการเมืองฝ่ายขาวพรรคภารติยะชนตะ (BJP) หรือพรรคฮินดูนิยม เช่นเดียวกับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งกล่าวไว้ในการตอบกระทู้ถามของฝ่ายค้าน ที่รัฐสภาในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2022 ว่าตนเองเข้ามาทำงานในสภาโดยวางบทบาทของตนให้เหมือนรามเกียรติ์ ตนคือผู้เล่นบทพระราม อีกฝ่ายต้องเล่นบททศกัณฐ และที่สุดย่อมทราบกันดีอยู่ว่าทศกัณฐต้องตาย 

การยกตนข่มท่านเพื่อด้อยค่าทศกัณฐอย่างจงใจ ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามถึงศีลธรรมของผู้พูดเอง(พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพระรามมีจุดอ่อนอยู่มิใช้น้อยในเชิงตัวบท รื่นฤทัย สัจจพันธ์ (รื่นฤทัย สัจจพันธ์. 2528: 305-307) ระบุว่าแม้พระรามจะไม่ใช้บุคคลธรรมดาเป็นพระนารายณ์อวตาร แต่ขณะเดียวกันดูเหมือนพระรามก็มีความอ่อนแอไม่เป็นตัวของตัวเองอยู่มิใช่น้อย ทำให้บทบาทเชิงตัวละครไม่โดดเด่นนัก เนื่องจากต้องอาศัยผู้อื่นในการรบ เช่นมีพระลักษณ์ ทัพวานรและพิเภคเป็นผู้ช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาในขณะที่ทศกัณฐ์ตามความเห็นของเปริยาร์ คือผู้มีวรรณะพราหมณ์ มีการศึกษาและเป็นปราชญ์ ย่อมแสดงว่าทศกัณฐ์มิใช่ชาวบ้านธรรมดาเช่นกัน แต่เป็นผู้มีวัฒนธรรมอย่างอารยันและมีสถานะกษัตริย์ของชาวทมิฬ ทศกัณฐ์จึงเป็นภาพจำลองของชีวิตจริงของมนุษย์ซึ่งมีทั้งความดีความชั่ว มีกิเลสตัณหา มีความอ่อนแอและความเข้มแข็งปะปนกับไป (ประภาษ เพ่งพุ่ม. 2544) ต่างจากพระรามซึ่งเป็นภาพแทนของเทพเจ้าและโลกในอุดมคติ(utopia) ในสังคมไทย

ความชอบธรรมที่ฝังแฝงอยู่ในความเชื่อเรื่องการปกครองแบบธรรมราชคือการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์จำเป็นต้องอาศัยพิธีกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ปฐมกษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรีทรงให้ความสำคัญไม่น้อยกว่าการสถาปนาอำนาจของตนเอง และความพยามที่จะรักษาความชอบธรรมในอำนาจที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น (สมบัติ จันทรวงศ์. 2547) แม้วิถีความเป็นไปของอำนาจนั้นยังหาความแน่นอนไม่ได้ พระองค์จึงจำเป็นต้องประกอบสร้าง ความเป็นราชสำนักอยุธยาไว้ในราชสำนักรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบแผนความเชื่อ ตลอดจนพิธีกรรมปฏิบัติที่เป็นหัวใจสำคัญในการรับรองสถานะการเป็น “พระมหากษัตริย์” เช่นพระราชพิธี “บรมราชาภิเษก” ตามอย่างพิธีพราหมณ์ มีผลให้พระองค์เปลี่ยนสถานะจากสามัญชนมาเป็นกษัตริย์ (เสาวณิต จุลวงค์. 2001: 74) และยืนยันถึงความมั่นคงในพระราชอำนาจ

พระราชพิธี “บรมราชาภิเษก” : ที่มาภาพ https://www.silpa-mag.com/history/article_30706

ในบทประพันธ์รามเกียรติ์ฉบับดังกล่าว จึงปรากฏพลวัตอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนให้ความสนใจ คือตัวละครพระรามในสังคมไทย ได้ถูกปรับเพิ่มสถานะจากการเป็นเพียง “วรรณกรรมศักดิ์” ในศาสนาพราหมณ์ให้กลายมาเป็น “วรรณกรรมรับใช้อุดมการณ์” และ “วรรณกรรมรับใช้การเมือง” ของชนชั้นนำในสังคมไทยได้อย่างแนบเนียน (ชวรินทร์ คำมาเขียว,วรวรรธน์ ศรียาภัย, บุญยงค์ เกศเทศ และ จารุวรรณ เบญจาทิกุล. 2564: 78) และพลวัตดังกล่าวได้ส่งอิทธิพลต่อแนวทางปฏิบัติในส่วนของพระราชพิธีสืบมา

อ่านต่อ>>> #23การเมืองในรามายณะ/รามายณะใน documenta fifteen : ถอดนัยอำนาจชนชั้นปกครองไทย ตอนที่ 2/2

มุมมองของภาครัฐที่มีต่อประชาชนในภาคอีสานผ่านเพลง: ผู้ใหญ่ลี

บทความเรียบเรียงโดย : ผิว มีมาลัย

อำนาจและนโยบายของภาครัฐดูเป็นเรื่องขบขันในสายตาชาวบ้านอย่างเราๆเสมอ อาจเป็นไปได้ที่รัฐไม่เคยสนใจว่าชาวบ้านต้องการอะไร  เพราะรัฐไทยไม่เคยยึดโยงตนเองเข้ากับประชาชนซึ่งมีฐานะเป็นนายจ้างของพวกเขา ไม่ว่าจะออกคำสั่งให้ผู้ใหญ่ลีจะตีกลองสักกี่ครั้งเราก็ไม่เคยไว้เนื้อเชื่อใจรัฐได้เลย

ห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ ‎– CTR 547, Crown Records (18) ‎– CTR 547 Format: Vinyl, LP, Album

ศักดิ์ศรี ศรีอักษร (2480- 2548) เธอเป็นสาวอีสานคนแรกที่ก้าวขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าของวงการลูกทุ่ง เกิดขึ้นเมื่อครูพิพัฒน์คิดแต่งเพลงผู้ใหญ่ลีให้เธอร้องบนเวทีเพื่อเล่นกับตลกสี่สี ได้แก่สีเผือก สีสุริยา สี หมึก สีเทพ (เทพ เทียนชัย 2480- 2537)

ศักดิ์ศรี ศรีอักษร จบการศึกษาประกาศนียบัตร ปก.ศ.ต้นจากอุบลราชธานี หลังจากนั้นได้เดิมทางเข้ากรุงเทพฯ เป็นครูอนุบาลอยู่พักหนึ่งเมื่อได้ข่าวมีการประกาศรับสมัครนักร้องของครูไพบูลย์ บุตรขัน  เพื่อคัดเลือกให้บันทึกแผ่นเสียง เธอจึงไปสมัครและโชว์การร้องเพลง ร้องหมอลำ และการฟ้อนเพื่อเอาชนะใจครู และได้บันทึกเสียงในที่สุด

ในทศวรรษที่ 1960 ผู้ใหญ่ลี (2504) หนึ่งในเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และมีเพลงที่แตกออกไปหรือนำมาทำใหม่อีกหลายครั้ง เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการแสดงหมอลำในจังหวัดอุบลราชธานี เนื้อหาเกี่ยวกับต้นแบบของรัฐไทยและระบบราชการในท้องถิ่นอีสาน ซึ่งไม่คุ้นเคยกับภาษาไทยกลาง และมักจะสับสนกับคำสั่งต่างๆ ของรัฐบาล

ที่สำคัญเนื้อร้องยังสะท้อนความผิดพลาดในการสื่อสาร ตลอดจนความเข้าใจที่ต่างกันระหว่าง อำนาจรัฐ ผู้นำชุมชน และ ชาวบ้าน อย่างลึกซึ้ง ยอกย้อนและงดงาม อีกทั้งยังสะท้อนความผิดพลาดในการบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้มุมมองของภาครัฐที่มีต่อประชาชนในภาคอีสานอย่างมีนัยสำคัญ

ภาพตัวแทนรัฐตามแบบต้นฉบับ(stereotype) ถูกนำเสนอเชิงส่อเสียดในรูปลักษณ์ผิดที่ผิดทางและอุปลักษณ์สิ่งต่างๆข้ามมาบรรจบกันเชิงอ้วนกลมไร้คอหล่อและดำ ในท่อนที่ว่า “คอกลมเหมือนดั่งคอช้าง เอวบางเหมือนยางรถยนต์ รูปหล่อเหมือนตอไฟลน หน้ามนเหมือนเขียงน้อยซอยซา” ในท่อนสุดท้ายนั้นเป็นภาษาอีสาน เสียงตัว ช.ช้าง จะออกเสียงเป็นซ.โซ่ เวลาเขียนเลยเขียนเป็น ซ.โซ่ ไป “เขียงน้อย” คือเขียงขนาดเล็กใช้สำหรับซอยกัญชา ในประเด็นนี้ตัวบทคำร้องไม่น่าจะหมายถึงหน้าเหมือนเขียงกัญชา ด้วยอุปมาใบหน้ากับรูปทรงสัณฐานที่กลม แบน มีรอยบุ๋มกลางเขียง แต่น่าจะเป็นภาพตัวแทนภาครัฐสายเขียวขำๆ ควันๆ

ศักดิ์ศรี ศรีอักษร (2480- 2548)

สาระสำคัญและความยิ่งใหญ่ของเพลง “สาระสำคัญและความยิ่งใหญ่ของเพลง “ผู้ใหญ่ลี” ไม่ใช่เพียงถ้อยคำเสียดสีแบบหยิกแกมหยอกเท่านั้น หากเป็น “ภูมิปัญญาของครูพิพัฒน์” ที่มีความฉลาดล้ำลึก สามารถสะท้อนวิถีชีวิตของชาวอีสาน สะท้อนความรู้สึกนึกคิด อุปนิสัย สะท้อนการพัฒนาชนบทที่ล้มเหลวของรัฐ และกลไกอำนาจที่ดูน่าขันแต่ไม่ขันของภาครัฐอีกด้วย

เจมส์ ลีโอนาร์ด มิตเชลล์ (James Leonard Mitchell) กล่าวไว้ในงานวิจัยของเขาว่า วัฒนธรรมอีสานค่อนข้างเฟื่องฟูมากหากแต่รัฐบาลตั้งแต่ช่วงปี 2500 เป็นต้นมามีแนวโน้มปราบปรามวัฒนธรรมอีสานในหลายรูปแบบ เช่น กีดกันไม่ให้มีการใช้ภาษาอีสานในโรงเรียนต่างๆ ทั้งในรูปแบบการพูดและการเขียน ซึ่งยังคงสืบทอดมาถึงปัจจุบัน รวมถึงก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยม ฉบับที่ 3/2845 ให้เปลี่ยนคำเรียกไท-ลาว เป็น ไทยอีสาน ในคราวเดียวกันกับคำว่าไท-มาลายู ให้เปลี่ยนการเรียกเสียใหม่ว่า ไทยมุสลิม

เพื่อปรับความสัมพันธ์ภายในสังคมผ่านการสร้างจินตนากรรมทางสังคม ที่ก่อกำเนิดและขยายแนวคิดชาตินิยมขึ้นมา หรือที่ เบน แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson 1936- 2015) เรียกว่า ชุมชนจินตกรรม คำว่าอีสานในฐานะประดิษฐกรรมของรัฐไทยจึงไม่ใช่พื้นที่ทางกายภาพ หากเป็นพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ในจินตนาการเท่านั้น ในเวลาเดียวกันมันได้ทำการลบข้อมูลหรือสำนึกเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของภูมิภาคและชาติพันธ์ุไท-ลาวอีกด้วย

ส่วนอีสานในมุมมองนักมานุษยวิทยาอย่าง ชาร์ลส์ เอฟ คายส์(Charles Keyes 1937-) มันคือ ภาพสะท้อนถึงการดำรงอยู่ของความไม่ลงรอยกันระหว่างรัฐไทยและอีสาน แนวคิดทางรัฐศาสตร์การเมืองปกครองในสไตล์โคโลเนียลของรัฐไทยจึงไม่อนุญาตให้คนกลุ่มชาติพันธ์ุไท-ลาวเรียกตนเองว่า ลาว ในฐานะกลุ่มชาติพันธ์ุและพื้นที่ ตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวได้กำหนดให้คนกลุ่มชาติพันธ์ุนี้เรียกตนเองว่าเป็นคนชาติพันธ์ุไทยทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพฯ

ภาพอุปมาในตัวบทเพลงซึ่งนำเสนอความเปราะบางในเชิงโครงสร้างของรัฐ และห่วงโซ่อำนาจที่ใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุด ด้วยมุมมองที่ย้อนกลับแบบไม่เป็นโล้เป็นพายของผู้ใหญ่ลีตัวแทนภาครัฐที่ไม่สามารถสื่อสารไขข้อสงสัยหรือแม้แต่สร้างความเข้าใจให้แก่ชาวอีสาน อย่างขบเขี้ยวและแสบสัน นับประสาอะไรกับสุกรและหมาน้อยแตกต่างกันอย่างไรรัฐยังไม่สามารถอธิบายได้ “ไม่รู้ ไม่มีข้อมูล” อะไรจะขนาดนั้น

เพลง ผู้ใหญ่ลี

ขับร้องโดย ศักดิ์ศรี ศรีอักษร

เนื้อร้องโดย ครูพิพัฒน์ บริบูรณ์ (อิง ชาวอีสาน)

ทำนองดัดแปลงมาจาก รำโทน

พ.ศ.2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม

ชาวบ้านต่างมาชุมนุม มาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี

ต่อไปนี้ผู้ใหญ่ลีจะขอกล่าว

ถึงเรื่องราวที่ได้ประชุมมา

ทางการเขาสั่งมาว่า

ให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดและสุกร

ฝ่ายตาสีหัวคลอนถามว่าสุกรนั้นคืออะไร

ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด

สุกรนั้นไซร้คือหมาน่อยธรรมดา

หมาน่อย หมาน่อยธรรมดา

สายัณห์ตะวันร้อนฉี่

ผู้ใหญ่ลีขี่ม้าบักจ้อน

แดดฮ้อนฮ้อนใส่แว่นตาดำ

ผู้ใหญ่ลีกลัวฝนจะตกฮำ

ถอดแว่นตาดำฟ้าแจ้งจางปาง

ฟ้าแจ้งฟ้าแจ้งจางปาง

คอกลมเหมือนดั่งคอช้าง

เอวบางเหมือนยางรถยนต์

รูปหล่อเหมือนตอไฟลน

หน้ามนเหมือนเขียงน้อยซอยซา

เขียงน่อย เขียงน่อย ซอยซา

เขียงน่อย เขียงน่อย ซอยซา

อ้างอิง

ผู้ใหญ่ลี (วาทูซี่) https://www.youtube.com/watch?v=Qfzd2q8fTy8

เอกสารอ้างอิง

https://www.bangkokpost.com/life/arts-and-entertainment/700840/from-the-field-to-the-protest

https://www.isangate.com/new/15-art-culture/artist/468-saksri-sri-akson.html

http://oknation.nationtv.tv/blog/komchadluek/2013/01/23/entry-1

ความจริงในภาพชนบท

บทความเรียบเรียง: ผิว มีมาลัย

ภาพชนบท ประดิษฐกรรมเชิงสุนทรียะเพื่อเป้าหมายทางอุดมการณ์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองวัฒนธรรม ภายใต้นิยามของ กรัมซี่ มันคือกิจกรรมของการช่วงชิงพื้นที่ทางความคิด (war of position) ผ่านละมุนภัณฑ์ทางศิลปวัฒนธรรมเพื่อสร้างโลกทัศน์ทางสังคมการเมืองขึ้นมา

คนส่วนใหญ่ของประเทศโดยเฉพาะในชนบท ล้วนมีภาพจำภาพวาดชนบทไม่แตกต่างกันมากนักในแต่ละท้องถิ่นและภูมิภาค ภาพวาดชนบทสำหรับคนชนบทกลับกลายเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งอย่างที่สุดเมื่อพิจารณาภาพวาดในฐานะ Representation หรือนิยามของสัญญะภาพตัวแทน

ในช่วงทศวรรษที่ 1950-1970 ภาพชนบทเป็นภาพวาดที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน และทุกๆวัน ภาพวาดชนบทแทรกซึมอยู่ในพื้นที่สาธารณะทั่วไป เมื่อออกจากบ้านการรับชมผลงานภาพชนบทก็มากขึ้น ในทุกๆทุกเช้าขณะโดยสารรถสองแถวออกจากบ้านในตำบลเล็ก ๆ ไปโรงเรียนในตัวอำเภอหรือตัวจังหวัด และกลับบ้านในตอนเย็น

ภาพชนบทได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของหลาย ๆ คน เจ้าของรถแต่ละคันทำหน้าที่เป็นผู้จัดการหอศิลป์เคลื่อนที่ และภัณฑารักษ์ด้วยตนเอง ต่างสรรหาผลงานภาพวาดชนบทโดยช่างศิลป์ยอดฝีมือตามหัวเมืองมาจัดแสดงในรถของตน นอกจากรถสองแถวยังรวมถึงบรรดารถสิบล้อซึ่งนิยมจัดแสดง (exhibiting) ภาพชนบทที่ตัวรถไม่แพ้กัน

พื้นที่การจัดแสดงผลงานภาพวาดชนบท

การวิเคราะห์ภาพชนบทในเชิงสุนทรียะด้วยหลักการทางทัศนธาตุของเส้น สี รูปทรง แสงเงา เป็นสิ่งที่อธิบายได้ไม่ยากนักเมื่อเทียบกับการวิเคราะห์ความจริงในภาพวาดซึ่งสลับซับซ้อนมากกว่า  ในความเป็นจริงภาพวาดชนบทดังกล่าว อาจไม่มีอะไรเกี่ยวข้องโดยตรงกับเนื้อหาทางสุนทรียศาสตร์เสียด้วยซ้ำ ความจริงในภาพวาดอาจหมายถึงพยานหลักฐานที่ตอกย้ำและยั่วยุสุนทรียสนทนา เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการโต้แย้งถกเถียง

ตัวอย่างของการโต้แย้งระหว่าง เมเยอร์ ชาพิโร (Meyer Schapiro 1904-1996) นักประวัติศาสตร์ศิลปะที่ไม่เห็นด้วยกับ มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger b.1889-1976) ในการแยกแนวคิดทางสุนทรียศาสตร์ออกจากประเด็นทางประวัติศาสตร์ของภาพวาด เนื่องจากบทความที่ชื่อ The Origin of the work of Art ตีพิมพ์ในปี 1950 เสนอว่าผลงานจิตรกรรม A Pair of Shoes (1886) ซึ่งวาดโดย Vincent van Gogh คือภาพรองเท้าของหญิงชาวนา

A Pair of Shoes (1886)

จากการศึกษาและตีความหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของ ชาพิโร ในบทความที่ชื่อว่า The Still Life as a Personal Object – A note on Heidegger and van Gogh ตีพิมพ์ในปี ‎1968 ได้พยายามอธิบายถึงที่มาหรือสภาพดั่งเดิมของภาพวาด และเชื่อว่าภาษาเป็นที่มาของภาพวาดเหล่านั้น และระบุว่ารองเท้าในภาพนั้นเป็นของ van Gogh เอง

ในมุมมองของ ฌาคส์ แดร์ริดา (Jacques Derrida 1930- 2004) การอธิบายคุณสมบัติของภาพวาด (painting)ราวกับว่าสิ่งที่เราเห็นในภาพเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงตามความเห็นของ ชาพิโร เป็นการอธิบายเชิงภาษาในฐานะนักประวัติศาสตร์ศิลป์ แดร์ริดาเห็นว่าเราไม่สามารถอธิบายคุณสมบัติ (attribution) บางประการของภาพวาดได้ด้วยภาษา

แดร์ริดา ชี้ให้เห็นว่าบทความของชาพิโรได้ทำให้เกิดการสร้างคำอธิบายแบบใหม่ ที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลง (appropriation) ความหมายที่ไม่หยุดนิ่งของภาพวาด การผลิตซ้ำความหมายที่ไม่หยุดนิ่งเช่นนี้ ได้ส่งผลต่อความคิดด้านคุณสมบัติของภาพวาดไม่มากก็น้อย

การอธิบายชนบทในฐานะเป็นหน่วยของการศึกษาวิเคราะห์ความด้อยพัฒนา จากสายตาของรัฐและปฏิบัติการของนักมานุษยาวิทยาทำให้ความหมายที่ไม่หยุดนิ่งในภาพวาดชนบท เชื่อมโยงกับบริบททางประวัติศาสตร์ของสงครามเย็นและปฏิบัติการของ CIA ในหมู่บ้านชนบทของไทยได้อย่างเนียนประณีต

A Great Place to have a war: The Birth of a Military CIA

ในหนังสือ ‘เขียนชนบทให้เป็นชาติ กำเนิดมานุษยวิทยาไทยในยุคสงครามเย็น’ โดย เก่งกิจ กิติเรียงลาภ (1975-) ได้ตั้งสมมติฐานไว้อย่างน่าสนใจภายใต้เงื่อนไขเชิงโครงสร้างและบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม รวมถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจในช่วงเวลาหนึ่ง ในฐานะเป็นตัวกำหนดกระบวนการสร้างความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ

เป็นที่ทราบดีว่างานศึกษาวิจัยในประเด็นนี้ของ เก่งกิจ มิได้ไขปัญหาหรือข้อสงสัยเชิงสุนทรียศาสตร์ของจิตรกรรมภาพชนบท ความพยายามในการเชื่อมโยงข้อมูลและพยานหลักฐานของเขา ได้เผยให้เห็นถึงต้นกำเนิดของมานุษยวิทยาในประเทศไทยช่วงยุคสงครามเย็น ซึ่งได้รับการสนับสนุนหลายด้านจาก CIA

แนวคิดที่น่าทึ่งในสงครามเย็นใต้กรอบคิดของสำนักคอร์เนล (Cornell school of thought) คือ การทำสงครามโดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารจำนวนมากกว่าเพื่อเอาชนะข้าศึกที่มีจำนวนน้อยกว่า และเชื่อว่านักมานุษยวิทยาเพียง 1 คนกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยก็สามารถเอาชนะข้าศึกจำนวนเป็นร้อยได้

Lauriston Sharp คณบดี คณะมานุษยวิทยาและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์เนล หลักศูตร. Southeast Asian studies Charles F. Keyes นักมานุษยวิทยา นักศึกษาปริญญาเอกสำนักคอร์เนล

มานุษยวิทยาสำนักคอร์เนลภายใต้การดูแลของ Lauriston Sharp (1907- 1993) คณบดีคณะมานุษยวิทยาและสังคมศาสตร์ ในช่วงทศวรรษที่ 1940 ได้ริเริ่มโครงการ Cornell Thailand Project ในหัวข้อที่เกี่ยวกับการศึกษาผลกระทบทางจิตวิทยา และสังคมชนบทไทยกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี พวกเขาส่งนักมานุษยวิทยามาฝังตัวในพื้นที่เพื่อทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตทางทฤษฎีและผลงานทางวิชาการให้แก่รัฐบาล

เนื้อหาตอนหนึ่งในหนังสือ เขียนชนบทให้เป็นชาติฯ ของเก่งกิจ ระบุถึง Charles F. Keyes (1937-) นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล ซึ่งมีความเห็นแย้งในแง่วิธีวิทยาของงานวิจัยและสารัตถะที่ได้จากการลงพื้นที่ภาคสนาม ด้วยความคิดเห็นที่ต่างไปจากสำนักคอร์เนล Keyes มองว่านักมานุษยวิทยาควรทำการวิจัยที่มุ่งเน้นวิธีการในแบบชาติพันธุ์วรรณนา

Keyes เชื่อว่าฐานทางเศรษฐกิจการเมืองและโลกทัศน์ของชีวิตทางสังคมคือปมปัญหาสำหรับการศึกษาวิจัย และไม่ควรสนใจเพียงเรื่องความสงบสุข ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คนเท่านั้น งานวิจัยของ เขาชี้ให้เห็นว่าปมปัญหาหลักของประเทศไทยช่วงทศวรรษที่ 1960- คือปัญหาความขัดแย้งและไม่ลงรอยกันทางสังคม และปัญหาเหล่านั้นก็ยังคงดำรงอยู่มาจวบจนปัจจุบัน การมองข้ามปัญหาความขัดแย้งในทัศนะของ Keyes คือการสร้างวาทกรรมย้อนแย้งตัวมันเองที่ว่า ‘สังคมชนบทไทยมีความสุขสงบ พอเพียง และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจริงหรือ’

สำหรับนักมานุษยวิทยา เทคโนโลยีอุปกรณ์ถ่ายภาพทางอากาศที่นำเข้าโดยสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น คือเครื่องมือสมัยใหม่อันทรงพลัง สามารถผลิตสร้างแผนที่มาตรฐานของไทยฉบับ L 708 ที่มีความละเอียดสูงถึง 1:50,000 สามารถให้รายละเอียดการโยกย้ายและตั้งถิ่นฐานของผู้คน ซึ่งรัฐไทยไม่เคยรับรู้ หรือไม่สามารถมองเห็นมาก่อน แผนที่ชุดนี้จึงเปรียบเสมือนกลไกสำคัญที่ช่วยในการมองเห็นของรัฐ และที่สำคัญนักมานุษยวิทยาก็คือผู้เติมช่องว่างลงในแผนที่นั้นเอง

แน่นอนว่าแผนที่ได้กลายมาเป็นเครื่องมือพิเศษ ให้แก่ฝ่ายความมั่นคงในปฏิบัติการต่อต้านภัยคุกคามอันเป็นคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ต่างๆของประเทศ การต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการสอดแทรกนโยบายที่ซ้อนสร้างความเป็นไทยให้แก่ผู้คนที่ไม่เคยเป็นคนไทยอีกเป็นจำนวนมาก

สหรัฐอเมริกาและหน่วยงานที่ชื่อว่า USIS ร่วมกับฝ่ายความมั่นคงจาก กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) ได้ร่วมกันพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือในการนิยามความเป็นไทยด้วยชุดความหมายใหม่ วิธีใหม่ๆ และสื่อชนิดใหม่ๆ และการพัฒนาคุณค่าทางวัฒนธรรมให้เป็นสินค้ายังดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

โฆษณาช่วงสงครามเย็น

ในประเด็นภาพวาดชนบทและความจริงในภาพวาดชนบท อาจเป็นเพียงร่องรอยพับที่ซ้อนทับกันโดยมิอาจแบ่งแยกจากกัน ตามทัศนะของริชาร์ด โวลล์ไฮม์ (Richard Wollheim 1923-2003) นักปรัชญาชาวอังกฤษ ที่เสนอว่าพื้นฐานทางพันธุกรรมของมนุษย์ ได้มอบความสามารถพิเศษในการมองเห็นรูป หรือสิ่งต่างๆ ปรากฏอยู่ในก้อนเมฆ กำแพง ผนัง ฯลฯ

โวลล์ไฮม์ อธิบายว่าในขณะที่เรากำลังมองภาพวาดอย่างตั้งใจอยู่นั้น เราสามารถเห็นสีที่แต้มแต่งอยู่บนพื้นผิวที่แบนราบของภาพวาดในขณะเดียวกัน เราก็สามารถมองเห็นความลึกของภาพวาดไปพร้อมๆกัน  การมองเห็นความลึกและความลึกกว่ามิใช้ปัญหาเชิงสุนทรียศาสตร์โดยตรง แต่เป็นหน้าที่เชิงภาษาที่จะอธิบายความจริงในภาพวาดด้วยประวัติศาสตร์ พยานหลักฐานต่างๆ

หากผลงานศิลปะเปรียบได้กันสนามหรือสถานที่ซึ่งความจริงถูกเปิดเผยตามที่ไฮเดกเกอร์กล่าว ผลงานจิตรกรรมภาพชนบทย่อมบรรจุชุดความจริงบางอย่างภายใน หนังสือ ความจริงในภาพวาดฯ และ เขียนชนบทให้เป็นชาติฯ อาจช่วยพัฒนาเครื่องมือหรือแนวทางเชิงสหศาสตร์ในการวิเคราะห์ การตัดสินทางสุนทรียะในพื้นที่ศิลปะและนอกพื้นที่ศิลปะ ของภาพวาดชนบทได้อย่างน่าสนใจและมีนัยสำคัญ

หนังสือ : ความจริงในภาพวาด บทวิจารณ์ว่าด้วยสุนทรียศาสตร์ของไฮเดกเกอร์ และแดร์ริดา  
ผู้เขียน  : พิพัฒน์ พสุธารชาติ                                                                                                                    ISBN  :  978-974-16-3790-4                                                                                                       
  พิมพ์ครั้งแรก 2553. สำนักพิมพ์วิภาษา                                                                                                                     

หนังสือ : เขียนชนบทให้เป็นชาติ กำเนิดมานุษยวิทยาไทยในยุคสงครามเย็น                            
ผู้เขียน  : เก่งกิจ กิติเรียงลาภ                                                                                                                   ISBN  :  978-974-02-1654-4                                                                                                         พิมพ์ครั้งแรก 2562. สำนักพิมพ์มติชน                                                                                                                            

เอกสารและภาพอ้างอิง

https://m.museumsiam.org/da-detail2.php?MID=3&CID=177&CONID=2797&SCID=242

https://books.google.co.th/books/about/Art_and_Its_Objects.html?id=NBmYGQDjM6sC&printsec=frontcover&source=kp_read_button&redir_esc=y#v=onepage&q&f=false

https://db.sac.or.th/anthropologist/anthropologist/34

https://prachatai.com/journal/2018/04/76515

https://www.facebook.com/1218915061455151/photos/a.1920374477975869/2324870750859571/?type=1&theater

https://www.google.com/search?q=%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%97+%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%94&tbm=isch&hl=en&ved=2ahUKEwj62oiThe_oAhXDHysKHYtvDQoQrNwCKAB6BAgBEDM&biw=1583&bih=789#imgrc=6yJfISZIJ7q08M

BNTeam-Awika

เห็ด กระบองเพชร [และ] ประตูสู่การรับรู้: จากโฮโมเซเปียนส์ถึงบุพผาชน | Mushrooms Cactus [and] The Doors of Perception: From Homo Sapiens to hippie

หลายคนที่เคยกินเห็ด เคยเลี้ยงกระบองเพชร แต่มันเกี่ยวกับประตูที่ว่านั้นอย่างไร หนังสือสามเล่มที่มหาลัย’ล่องตรึก หยิบยกมาในครั้งนี้สามารถอ่านได้หลายแง่มุม ทั้งมิติทางพฤกษศาสตร์ ประสาทวิทยา มานุษยวิทยา-นวนิยาย หรือแม้แต่บันทึกอันละเมียดเชิงปรัชญาความเรียง การออกทริปขณะเสพแผ่นกระดาษมหัศจรรย์ การใช้ LSD (Lysergic acid diethylamide) เพื่อศึกษาประสบการณ์ภายในของมนุษย์ ศิลปะและพระผู้เป็นเจ้า การเสพเห็ดไซโลไซบิน (psilocybin) และพืชจำพวกกระบองเพชรที่เรียกว่าเปโยติ (peyote) ในเชิงพิธีกรรมของหมอผี (shaman) จากหนังสือ Food of the Gods เขียนโดย Terence McKenna ตีพิมพ์ปี 1992, หนังสือ The Jouney  to Ixtlan: Lessons of Don Juan เขียนโดย Carlos Castaneda ตีพิมพ์ปี 1972 และหนังสือ The Doors of Perception: Heaven and Hell เขียนโดย Aldous Huxley ตีพิมพ์ในปี 1954 ทั้งหมดนี้ไม่เพียงแค่ฤทธิ์ต่อจิตประสาท(หลอน)เท่านั้นแต่มันเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับโลกบรรพกาล การรับรู้อันแจ่มชัดของโลกคู่ขนาน และความรู้อันละเอียดภายใต้สภาวะจิตตามที่ระบุในหนังสือทั้งสามเล่ม และผู้เขียนได้เคยล่องไปกับประสบการณ์การอ่านและลิ้มรส

Food of the Gods, The Jouney  to Ixtlan: Lessons of Don Juan, The Doors of Perception: Heaven and Hell

เห็ด

ต้นทศวรรษที่ 1990 เทอร์เรนซ์ แมคเคนนา (Terence McKenna 1946–2000) นักชาติพันธุ์วิทยา นักพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน (Ethnobotany) ผู้สนใจศึกษาการใช้พืชท้องถิ่นของมนุษย์ในแต่ละวัฒนธรรม (indigenous plants) เขียนหนังสือ Food of the Gods เพื่อนำเสนอรากฐานทางประวัติศาสตร์ของพืช สารเสพติด และวิวัฒนาการด้านสมองหรือความคิดที่พัฒนาสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดของ โฮโมเซเปียนส์ (Homo Sapiens) จนมาเป็นเราในวันนี้ สิ่งที่น่าสนใจในหนังสือเล่มนี้มุ่งประเด็นไปที่ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ร่วมกับไซคีเดลิก และการที่เราอาจสามารถรื้อฟื้นการสื่อสารกับธรรมชาติได้

ใน Food of the Gods แมคเคนนา สืบค้นลงลึกถึงความเป็นไปได้เพื่อเผยทัศคติของชุมชนดึกดำบรรพ์ กาลก่อนการใช้เครื่องมือในขบวนการผลิตและก่อนมีตัวอักษร และธรรมชาติที่ช่วยให้บรรพบุรุษชนเผ่าเร่ร่อนยุคก่อนประวัติศาสตร์สามารถดำรงชีวิตสืบเนื่องต่อมาจวบจนปัจจุบัน ก่อนที่เราจะมีวัฒนธรรมอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ หนังสือเล่นนี้ระบุไว้ว่าเห็ดสกุลไซโลไซบิน (psilocybin mushrooms) ซึ่งมีสารเมสคาลีน (mescaline) เป็นหนึ่งในตัวเร่งปฏิกิริยาพัฒนาการในสมองของมนุษย์ และตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ที่พืชในสกุลที่สามารถกระตุ้นทางจิตซึ่งมีผลต่อมนุษย์และเราอาจจะฟื้นฟูสภาพบุคคล สังคม และความสมดุลของระบบนิเวศในโลกได้อย่างไร

psilocybin mushrooms: ที่มาของภาพ  https://hub.jhu.edu/2018/09/26/psilocybin-scheduling-magic-mushrooms/

งานวิจัยที่เกี่ยวกับมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ของแมคเคนนา สัมพันธ์กับการใช้เคมีเพื่อเปิดประตูไปสู่โลกของพระผู้เป็นเจ้า และบางทีมันอาจเป็นช่องทางที่จะปกป้องรักษาเยียวยาปัญหาในโลกของเรา แมคเคนนาชี้ให้เราทบทวนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสิ่งเสพติดทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก จากเครื่องเทศโบราณ ไปจนถึงกัญชา โคเคน และสารสังเคราะห์ แม้แต่ความปรารถนาของมนุษย์ใน food of the gods  พลังการลบปรามาสของสิ่งเสพติดโดยหมอผี คือการสร้างให้เกิดความเข้าใจ ความเคารพต่อธรรมชาติ ความเป็นชุมชนและการเพิ่มการตระหนักรู้ในตนเอง

Terence McKenna 1946–2000: ที่มาของภาพ
http://www.mckennite.com/articles/terence-mckennas-true-hallucinations

แมคเคนนา เสนอว่าการกินเห็ดวิเศษ (Magic mushroom) หรือเห็ดเมา เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์โฮมินิดส์ (Hominids)  ซึ่งเป็นสายพันธุ์บรรพบุรุษของมนุษย์รุ่นแรกๆ ที่แยกออกมาจากลิงไม่มีหางเมื่อประมาณ 7–5 ล้านปีมาแล้ว และพัฒนาพฤติกรรมทางวัฒนธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ จนต่อมากลายเป็นสายพันธุ์ที่เรียกว่า โฮโม (Homo) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ สมองใหญ่ รู้จักใช้เครื่องมือหิน และมีวิวัฒนาการกลายเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์รุ่นใหม่ในเวลาต่อมา. เห็ดวิเศษนั้นมีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาท และการพัฒนาอื่นๆ มันมีผลเข้าไปกระตุ้นและก่อให้เกิดวิวัฒนาการที่ทำให้สมองของมนุษย์วานรในยุคโบราณโตขึ้น 3 เท่าภายใน 2 ล้านปีได้สำเร็จ ขณะที่สัตว์ตระกูลไพรเมทต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการล่าสัตว์เข้าไปในพื้นที่เขตร้อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมอันสมบูรณ์ของการงอกงามของเห็ดดังกล่าว ในปัจจุบันทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ให้ความสนใจต่อการใช้เห็ดเมาและตีพิมพ์ผลการศึกษาไซโลไซบินจากเห็ดเมาเพื่อเป็นสารหล่อลื่นทางจิตประสาทที่ทำให้ผู้ป่วยหลุดพ้นจากวงจรการเกิดอาการซึมเศร้าได้

กระบองเพชร

ในปี 1976 หลังจากหนังสือของ คาร์ลอส คาสตาเนด้า (Carlos Castaneda 1925-1998) ถูกวางจำหน่ายและกลายเป็นหนังสือที่ประสบความสำเร็จในแง่ยอดขาย แท้จริงแล้วเขาต้องการเป็นศิลปินแต่ท้ายที่สุดกลายเป็นนักเขียนเรื่องเกี่ยวกับหมอผีที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ ความเคลือบแคลงของนักมานุษยวิทยา อย่าง Richard de Mille และ Jane Holden Kelley ได้ตั้งคำถามถึงความถูกต้องในการใช้คำศัพท์ต่างๆ ในผลงานของ คาสตาเนด้า ว่าเป็นสิ่งที่อุปโลกน์ขึ้น และมากไปกว่านั้นหนังสือของเขาคือส่วนหนึ่งของผลงานวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิตแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แท้จริงแล้วเขาเป็นนักมานุษยวิทยา นักชาติพันธ์วิทยาหรือเป็นเพียงนักเขียนนิยายผู้ได้รับปริญญาเอกด้านมานุษยวิทยาจากนิยายลวงโลก คาสตาเนด้าอ้างว่าหนังสือเหล่านี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับชาติพันธุ์วิทยาที่อธิบายถึงการฝึกงานของตัวเขากับหมอผีผู้รู้แจ้งที่ชื่อดอน ฮวน มาตุส (Don Juan Matus) ซึ่งถูกระบุว่าเป็นชาวอินเดียนแดงเผ่ายากี (Yaqui) ในมลรัฐซอในร่า ทางตอนเหนือของเม็กซิโก แม้จะมีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับผลงานและตัวเขา แต่ถึงกระนั้นผลงานของเขาก็ได้รับคำชมว่าเป็นงานวรรณศิลป์ที่ทรงอิทธิพลต่อขบวนการเคลื่อนไหวของเหล่าบุพผาชน

อินเดียนแดงเผ่ายากี Yaqui: ที่มาของภาพบน https://tucson.com/news/blogs/big-jim/big-jim-yaqui-easter/article_ea359e74-c2a2-11e3-a4d1-001a4bcf887a.html
Carlos Castaneda ภาพล่าง https://laprensatexas.com/carlos-castaneda/

เรื่องราวของคาสตาเนด้า ไม่เฉพาะด้านงานวิจัยที่ยังเป็นข้อถกเถียงถึงปัจจุบัน แม้ประวัติชีวิตของเขาก็ยังกำกวมอีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นปีเกิด สถานที่เกิดอันแน่ชัด เขาได้อ้างกฎข้อหนึ่งที่เรียนรู้จากดอน ฮวน ที่ว่าด้วย “การลบประวัติส่วนตัวทิ้งไปเสีย” นี้อาจเป็นความตั้งใจของเขาต่อสาธารณะที่ต้องการเป็นผู้ที่ไม่มีใครหยั่งถึงได้ หลายครั้งเขาปฏิเสธและหลบเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อ บางรายงานระบุว่าเขาเกิดในเปรูหรือไม่ก็บราซิลและย้ายมาอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ในช่วงทศรรษที่ 1960-1971 คาสตาเนด้า เดินทางไปยังชุมชนชาวอินเดียนแดงเผ่ายากี ขณะทำวิจัยในงานวิทยานิพนธ์ด้วยความสนใจเรื่องพืชสมุนไพรจำพวกกระบองเพชรที่เรียกว่าเปโยติ (peyote)  ซึ่งเป็นที่เชื่อกันในหมู่ชาวอินเดียนแดงถึงสภาวะหลอนจิต คือประตูแห่งการรับรู้ที่เปิดออกและก้าวสู่ความหลุดพ้น

หลังจากที่ คาสตาเนด้า ได้พบกันดอนฮวนและกลายเป็นศิษย์ เขาเรียนรู้ที่จะเป็นหมอผีผู้เข้าใจถึงพลังและการหยุดโลกด้วยการเสพเปโยตี กระบองเพชรชนิดหนึ่งที่คนในวงการแคคตัสเรียกว่า โพโลแคคตัส ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า lophophora williamsii คำว่าเปโยติ มีรากศัพท์มาจากภาษาพื้นเมืองทางตอนเหนือของเม็กซิโก มีความหมายว่า “แสงอันเจิดจรัส-ระยิบระยับ” หรืออาจหมายถึงผู้นำจิตวิญญาณ ชนพื้นเมืองของเม็กซิโกรู้จักการเสพเปโยติสำหรับรักษาอาการรูมาติกส์ โรคเบาหวาน และอื่นๆ มานับพันปี และใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาลัทธิเมสคาลิโต (Meacalito) ซึ่งเป็นชื่อเทพผู้รู้แจ้งองค์หนึ่งของชาวอินเดียนแดงเพื่อนำจิตวิญญาณไปสู่พระเจ้า “เมสคาลิโต” ในภาษาท้องถิ่นหรือเมสคาลีน (Meacaline) ในเปโยติมีสารกระตุ้นการรับรู้ทางกายภาพและการเห็นภาพหลอน (visual hallucination) ให้เกิดการรับรู้ทางภาพ สี และแสงมากกว่าปกติ ชนพื้นเมืองนำเปโยติมาเคี้ยวกินหรือชงเป็นน้ำชาดื่มในพิธีกรรมทั้งในเม็กซิโก สหรัฐอเมริกาและแคนนาดา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองในการเข้าสู่ภวังค์ ผู้ที่เข้าร่วมเสพเปโยติจะต้องเป็นบุคคลที่เลือกแล้วด้วยจุดมุ่งหมายพิเศษและเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์

peyote ที่มาของภาพ https://www.medicalnewstoday.com/articles/peyote#origins

23 มิถุนายน 1961 คาสตาเนด้า ระบุในบันทึกว่าเขาโพล่งคำถามไปที่ดอนฮวนเป็นครั้งแรก “คุณจะสอนผมเกี่ยวกับการใช้เปโยติหรือไม่” ต่อมาในวันที่ 4 สิงหาคม ดอนฮวนได้เปลี่ยนยุทธวิธีในการฝึกฝนเพื่อยอมรับให้พลังเข้าถึงตัวโดยให้เขาเสพเปโยติ ขณะที่คาสตาเนด้าเมาอยู่นั้นเขาได้เล่นกับหมาตัวหนึ่ง ระหว่างนั้นดอนฮวนแปลปฏิกิริยาอันพิเศษขณะที่เขาตกอยู่ในอำนาจของพลัง เนื่องจากหมาตัวนั้นได้กลายเป็นอวตารของเมสคาลิโต พลังของเทพเจ้าที่มีอยู่ในสมุนไพรเปโยติ ดอนฮวนกล่าวกับเขาว่า “คุณคือผู้ถูกเลือก” เนื่องจากเมสคาลิโตยอมประสิทธิ์ประสาทความรู้อันลึกลับให้แก่เขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ประหลาดอย่างมากเพราะเขาไม่ได้เป็นชาวอินเดียนแดง นอกจากเมสคาลิโตจะยอมให้เขาเป็นผู้มีพลังเข้าถึงได้แล้ว คาสตาเนด้า ต้องจัดการกับความฝันให้มีพลังและเป็นจริง เรียนรู้ความเป็นนักรบ การไม่-กระทำ การประลองยุทธ์ของพลัง การเรียนรู้วงแหวนของพลัง และท้ายที่สุดเขาต้อง “หยุดโลก” ให้ได้เพื่อจะได้สัมผัสกับโลกในแบบที่ต่างออกไป เป็นการสัมผัสตรงไปที่แก่นแท้ของสรรพสิ่งตามแนวทางคำสอนของดอนฮวน

ประตูแห่งการรับรู้

ในโลกนี้มีสิ่งที่เรารับรู้ได้และมีสิ่งที่ไม่อาจรับรู้ได้ ระหว่างทั้งสองสิ่งนั้นคือประตูแห่งการรับรู้ อัลดัส ฮักซ์ลีย์(Aldous Huxley 1894-1963) พยายามค้นหาความสามารถทางสมองและระบบประสาท โดยบันทึกอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัวภายใต้อิทธิพลการเสพแผ่นกระดาษมหัศจรรย์ที่จุ่มลงในสาร lysergic acid diethylamide (LSD) เดือนพฤษภาคม ปี 1954 ฮักซ์ลีย์ เล่าถึงข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยงกับ “สุนทรียะอันหมดจด” ไปจนถึง “วิสัยทัศน์อันศักดิ์สิทธิ์” และสะท้อนให้เห็นถึงผลทางปรัชญาและจิตวิทยา รวมถึงความหมายในเชิงศิลปะและศาสนาไว้ในหนังสือ The Doors of Perception ต่อมาในปี 1956 เขาได้ตีพิมพ์หนังสือเรื่อง Heaven and Hell ซึ่งเป็นบทความที่อธิบายถึงการไตร่ตรองในรายละเอียดเพิ่มเติมของผลงานทั้งสองชุด และได้รับการตีพิมพ์รวมกันเป็นเล่มเดียว โดยรับแรงบันดาลใจจากบทกวีของ วิลเลียม เบลค (William Blake 1757–1827) จากหนังสือ The Marriage of Heaven and Hell ตีพิมพ์ในปี 1793 ซึ่งแสดงถึงความรู้สึกการรับรู้ที่จำกัดของมนุษยชาติเกี่ยวกับความเป็นจริงรอบตัว เบลค กล่าวว่าหากเราสามารถเปิดประตูแห่งการรับรู้ได้หรือได้รับการชำระล้าง ทุกสิ่งก็จะปรากฏแก่มนุษย์ตามที่เป็นจริงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่เนื่องจากมนุษย์ได้ปิดกั้นตัวเองจึงส่งผลให้การมองเห็นทุกสิ่งอยู่ในโพรงแคบ ๆ ของตนเองเท่านั้น

The Marriage of Heaven and Hell ที่มาของภาพ: https://www.mutualart.com/Artwork/The-Marriage-of-Heaven-and-Hell–NUMBER-/E6B7EBCA5CE5C4B9 The Doors of Perception: Heaven and Hell https://www.depop.com/products/lonesometigress-the-doors-of-perception/

ฮักซ์ลีย์ เป็นนักเขียนนวนิยาย ความเรียง เรื่องสั้น บทกวี นักเขียนบทภาพยนตร์ฮอลลีวูด  ชาวอังกฤษที่อพยพไปลอสแองเจลิส ในปี 1937  เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวรรณคดีอังกฤษ จาก Balliol College มหาวิทยาลัย Oxford เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเก้าครั้ง และได้รับเลือกให้เป็นบัณฑิตแห่งวรรณกรรมจากราชสมาคมวรรณกรรมในปี 1962 เขามีแนวคิดวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ขนบธรรมเนียม ค่านิยม และแนวคิดเสียดสีสังคม รวมถึงการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ผ่านงานเขียน หลายคนมองว่าเขาเป็นนักมนุษย์นิยม แต่ที่สุดแล้วเขากลับสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวทางจิตวิญญาณหรือจิตวิทยาเหนือคำอธิบาย และปรัชญาที่วางอยู่บนรากฐานของความเชื่อทางจิตวิญญาณ

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1930 เขาเริ่มให้ความสนใจในคำสอนทางจิตวิญญาณของคัมภีร์อุปนิษัท และการฝึกนั่งสมาธิด้วยยอมรับถึงจุดร่วมของวิทยาศาสตร์และศาสนาตะวันออก โดยระบุว่าผลกระทบทางจริยธรรมและปรัชญาของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มีความเป็นพุทธมากกว่าคริสเตียน นอกจากนั้นฮักซ์ลีย์ยังให้ความสนใจเกี่ยวกับการใช้เปโยติในพิธีกรรมชนพื้นเมืองอเมริกันในนิวเม็กซิโก หลังจากย้ายมาอยู่แคลิฟอร์เนียได้ไม่นานความสนใจของเขาต่อสมุนไพรหลอนจิตกระตุ้นเร้าความสงสัยให้อยากทดลองหลังจากอ่านบทความของ ฮัมฟรี ออสมอนด์ (Humphry Osmond 1917-2004) นักจิตแพทย์ชาวอังกฤษผู้บัญญัติคำว่า “ไซคีเดลิก” (psychedelic) ในที่สุดเดือนเมษายน ปี 1952 เขาได้เขียนจดหมายถึง ออสมอนด์ เพื่อเชิญเข้าร่วมการประชุมสมาคมจิตแพทย์อเมริกันและเชิญมาที่บ้านในย่านเบเวอร์ลีฮิลส์โดยร้องขอให้ตัวเขาเป็นผู้ทดลองเสพเมสคาลีน โดยที่ ออสมอนด์ เป็นผู้ดูแลประสบการณ์ที่ตามมาระหว่างใช้สารดังกล่าว และนี่คือที่มาของหนังสือจากความกระตือรือร้นที่ชื่อว่า “ประตูของการรับรู้” (The Door of Perception) ซึ่งเป็นปรัชญาความเรียง (philosophical essay) เล่มสำคัญที่สุดของเขา

Aldous Huxley ที่มาภาพขวา https://www.thevintagenews.com/2018/08/09/aldous-huxley-lsd/ Humphry Osmond ภาพซ้าย https://thewalrus.ca/the-untapped-promise-of-lsd/

หนังสือเล่มนี้คือการตอบสนองของ ฮักซ์ลีย์ ในขณะล่องไปภายใต้อิทธิพลของเมสคาลีน โดยมีแรงจูงใจอยู่บนรากฐานความคิดที่ว่าสมองมีช่องเปิดปิดทางความรู้สึกที่จำกัด สติสัมปชัญญะและอาการเมาที่เกิดจากเมสคาลีนจะช่วยให้เข้าถึงการรับรู้ได้มากขึ้น ฮักซ์ลีย์ ตระหนักว่าวิธีการตรัสรู้มีมากมายรวมถึงการสวดมนต์และการทำสมาธิ เขาหวังว่าสารเมสคาลีน อาจทำลายอุปสรรคจากอัตตาและดึงเขาเข้าใกล้การรู้แจ้งทางจิตวิญญาณมากขึ้น และตอบสนองเขาในฐานะผู้แสวงหาความรู้ได้ ในเดือนพฤษภาคม ปี 1953 ที่บ้านพักของ ฮักซ์ลีย์ เมื่อ ออสมอนด์มาถึง เขาบันทึกว่า ”ฮักซ์ลีย์ เป็นคนในแบบอุดมคติและเป็นคนฉลาดตรงประเด็น” ส่วนมาเรียภรรยาของเขาก็มีความเด่นชัดเป็นเหตุและผล โดยภาพรวมแล้วพวกเขาและเพื่อนๆ ดูชอบพอกันดีซึ่งมีความสำคัญมากในการบริหารการใช้สารเมสคาลีน มันออกฤทธิ์ช้าแต่ออสมอนด์สังเกตเห็นว่าหลังจากนั้นสองชั่วโมงครึ่งยาก็ออกฤทธิ์ และหลังจากนั้นสามชั่วโมง ฮักซ์ลีย์ ก็ตอบสนองได้ดี ประสบการณ์นี้กินเวลาแปดชั่วโมงและ ออสมอนด์ยังคงอยู่กับเขาตลอด

แผ่นกระดาษมหัศจรรย์ LSD ที่มาของภาพ https://snacksafely.com/2021/07/lsd-to-treat-food-allergies-company-receives-patent-despite-zero-evidence/

เช้าที่สดใสของเดือนพฤษภาคม เวลา 11.00 น. ปี 1953 ฮักซ์ลีย์ ใช้สารเมสคาลีนในปริมาณ 4/10 กรัม นั่งลงและเฝ้าสังเกตดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเขาลืมตาขึ้นพบว่าทุกสิ่งตั้งแต่ดอกไม้ในแจกันไปจนถึงรอยยับย่นบนกางเกงของเขาแปรเปลี่ยนรูปไปแล้ว กิ่งก้านของดอกไม้ระยับแสงด้วยตัวของมันเอง ความสลับซับซ้อนไม่รู้จบกำลังเผยตัวออกมา “ใช่…มันทำให้ฉันนึกถึงการมองเห็นของ Adam ในแรกเริ่มของเช้าวันที่โลกถูกสร้างขึ้นโดยพระผู้เป็นเจ้า มันคือความมหัศจรรย์อันเปลือยเปล่าของการมีอยู่จากชั่วขณะไปสู่ชั่วขณะหนึ่ง”

พวกเรานั่งฟังเพลงกินข้าวและเดินเล่นในสวน เพื่อนอีกสามคนเดินไปที่เนินเขาซึ่งมองเห็นเมืองด้านล่าง ในวันนั้นฮักซ์ลีย์ เล่าว่าเขาหวังจะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพจิตใจที่ไม่ธรรมดา และคาดว่าจะได้เห็นความสดใส ทิวทัศน์ที่มีสีสัน เห็นแสงและรูปร่าง ความเร้นลับในการเห็นสีเท่าทวีคูณทั้งในเชิงกายภาพและความรู้สึกและประสบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการรับรู้โลกภายนอก เวลา 12.30 น. แจกันตรงหน้าที่ดำรงอยู่อย่างเปลือยเปล่าถูกพรรณนาเมื่อเทียบกับ Being ของเพลโตและสภาวะการกลายสู่ (Becoming) ความเป็นฉัน แต่ไม่ใช่-ฉัน ทดแทนความหมายและการดำรงอยู่กับความสัมพันธ์เชิงพื้นที่และเวลาได้ถูกแทนที่ด้วยปัจจุบันขณะ เก้าอี้ไม้ไผ่ 4 ตัวที่วางอยู่กลางห้องให้ความรู้สึกเหนือคำบรรยาย ทำให้มองเห็นความเป็นธรรมชาติของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะความเข้าใจในแง่มุมศิลปะ

              ดอกไม้คือดอกไม้และเป็นดอกไม้ แต่ขาเก้าอี้เป็นขาเก้าอี้เป็นเซนต์ Michael และเป็นนางฟ้าทั้งหลาย สี่หรือห้าชั่วโมงหลังจากนั้นเมื่อปฏิกิริยาเซลสมองเริ่มขาดน้ำตาล ฮักซ์ลีย์ ออกจากบ้านไปในเมืองเพื่อแวะที่ร้านยาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่นั้นมีทั้งของเล่น การ์ด หนังสือคอมมิคและศิลปะ เขาหยิบหนังสือที่ใกล้มือขึ้นมาเล่มหนึ่ง “Van Gogh” ซึ่งเปิดอยู่ที่หน้า The Chair ภาพที่จิตรกรมองเห็นและพยายามป้ายมันลงบนผืนผ้าใบ เก้าอี้ของ Van Gogh เป็นเหมือนแก่นแท้ของเก้าอี้ที่ ฮักซ์ลีย์ มองเห็นและดูเหมือนมันจะเป็นจริงยิ่งกว่าเก้าอี้ธรรมดาที่เรารับรู้กันทั่วไป เก้าอี้ในภาพนั้นทำให้เห็นถึงความไม่ธรรมดาของการสำแดงออกทางสัญลักษณ์แห่งความเป็นจริง มันคือความเป็นจริงของความเป็นเช่นนั้นเอง

The Chair, Van Gogh ที่มาของภาพ: https://www.vincentvangogh.org/gauguins-chair.jsp https://rosioldenburgfineart.com/product/van-gogh-chair/

ฮักซ์ลีย์ พยายามทำความเข้าใจกับความรู้หลายต่อหลายอย่าง ขณะอยู่ภายใต้อิทธิพลของสารเมสคาลีน ประสบการณ์การทดลองของเขามีค่าเป็นทวีคูณ เพราะมันช่วยให้เขาสัมผัสเข้าใจตัวเองและโลกได้ดีขึ้น มันช่วยให้เขามีชีวิตที่เอาแต่ใจตัวเองน้อยลงและสร้างสรรค์มากขึ้น หนังสือเล่มนี้จบลงด้วยการไตร่ตรองครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับความหมายของประสบการณ์ของเขา ประการแรกคือความต้องการที่จะก้าวข้ามอัตตาความเป็นตัวตน โดยให้เหตุผลว่า “ประตู” ที่ดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าแอลกอฮอล์และยาสูบ อาการเมามีข้อดีคือไม่กระตุ้นให้เกิดความรุนแรงในผู้รับสาร แต่ผลของมันคือใช้เวลานานไม่สะดวกสำหรับผู้ใช้บางคนที่อาจมีปฏิกิริยาเชิงลบ เขาสรุปว่าสิ่งมอมเมาไม่ใช่การรู้แจ้งหรือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนแต่เป็นคุณที่ให้เปล่า มันไม่จำเป็นแต่ก็เป็นประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้มีปัญญา แม้ว่าการให้เหตุผลอย่างเป็นระบบจะมีความสำคัญ แต่การรับรู้โดยตรงก็มีคุณค่าที่แท้จริงเช่นกัน สุดท้าย ฮักซ์ลีย์ ยืนยันว่าบุคคลที่มีประสบการณ์นี้จะได้รับผลการเปลี่ยนแปลง เนื่องด้วยจิตใจของเราจะถูกปลูกฝังศิลปะแห่งการเปิดกว้างที่บริสุทธิ์หากคุณไม่เจอ Bad Trip เสียก่อน

หนังสือทั้งสามเล่มนี้จะพาคุณล่องไปกับวิวัฒนาการของมนุษย์จากโฮโมเซเปียนส์ถึงจุดหมายของเหล่าบุพผาชน

เอกสารอ้างอิง: Aldous Huxley, the Door of Perception: Heaven and Hell, Flamingo 1994. หยุดโลก บทเรียนชีวิตจากดอนฮวน, คาร์ลอส คาสตาเนด้า, พยับแดด แปล, สำนักพิมพ์เคล็ดไทย 2538. https://www.bbc.com/thai/international-41619943, https://bit.ly/3gzqyGi
https://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=33&chap=4&page=t33-4-infodetail09.html, https://www.blockdit.com/posts/5d9b8367d736e02ce90617ca, https://hmong.in.th/wiki/Carlos_Castaneda, https://journalist-nsk.ru/th/dom-kvartira/kastaneda-imya-chem-opasen-karlos-kastaneda-podlinnaya-istoriya.html, https://voicetv.co.th/read/4efZ55Dmx, https://cads.in.th/cads/content?id=79, https://www.gotoknow.org/posts/234401, https://www.nateliason.com/notes/food-of-the-gods-by-terence-mckenna, https://hmong.in.th/wiki/Humphrey_Osmond, https://hmong.in.th/wiki/Aldous_Huxley,https://www.goodreads.com/book/show/3188964-the-doors-of-perception